ปรัชญาการศึกษา

เป็นปรัชญาที่แตกหน่อมาจากปรัชญาแม่บทหรือปรัชญาทั่วไปที่ว่าด้วยความรู้ความจริงของชีวิต    หากบุคคลมีความเชื่อว่า    ความจริงของชีวิตเป็นอย่างไรปรัชญาการศึกษาจะจัดการ

ศึกษาพัฒนาคนและพัฒนาชีวิตให้เป็นไปตามนั้น  ส่วนการจัดการเรียนการสอนก็จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักปรัชญาการศึกษานั้นๆ ดังนั้นการศึกษาเรื่องการเรียนการสอนว่าควรจะเป็นอย่างไร  จึงต้องศึกษาถึงที่มา  คือ  ปรัชญาด้วย    “การจัดการศึกษาโดยไม่มีปรัชญาการศึกษาเป็นแนวทาง  ก็เป็นเสมือนเรือที่แล่นไปในท้องทะเลโดยไม่มีหางเสือ”

ปรัชญาสากลที่มีความสำคัญและถูกนำมาใช้เป็นแนวคิดในการจัดการศึกษาของไทยประกอบด้วย 4 ปรัชญา  ได้แก่

  1.   จิตนิยม(Idealism)
  2.   วัตถุนิยม(Materialism) หรือประจักษ์นิยม(Realism)
  3.  ประสบการณ์นิยม(Experimentalism)  หรือปฏิบัตินิยม(Pragmatism)
  4.  อัตนิยม(Existentialism)

ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1.  จิตนิยม(Idealism)  ปรัชญาจิตนิยมเป็นปรัชญาสาขาเก่าแก่ที่สุด  ปรัชญาเมธีผู้ให้กำเนิดปรัชญาสาขานี้  คือ  พลาโต(Plato)  นักปรัชญาชาวกรีกผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปี 427 – 347 ก่อนคริสตกาล  ชื่อปรัชญาสาขานี้คือ  Idealism  มาจากคำว่า Idea – ism  เติมตัว l เพื่อสะดวกแก่การออกเสียง  ปรัชญาสาขานี้มีลักษณะเป็นจิตนิยม  มีความเชื่อว่า  โลกนี้เป็นโลกของจิตใจ(A World of Mind)  จิตใจนั้นอยู่เหนือวัตถุ  ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจมิใช่อยู่ที่วัตถุภายนอก   จึงให้ความสำคัญกับความสุขทางใจ   มากกว่าความสุขทางกาย ทัศนะ

ของพลาโตในด้านการศึกษา  คือ  การให้ความเจริญเติบโต  เน้นการอบรมจิตใจให้มีระเบียบวินัย  และให้รู้จักการใช้ความคิดอย่างมีระบบระเบียบ  การจัดการศึกษาตามแนวปรัชญาสาขานี้มีลักษณะดังนี้

–  ความเชื่อของครูตามปรัชญานี้  เชื่อว่า  “การเรียนรู้ขึ้นอยู่กับการหยั่งเห็น(Insight)” ความรู้เกิดจากการคิด  หรือการทำงานของจิต  หรือประสาทสัมผัสทางใจ  ดังนั้นครูจึงมุ่งพัฒนาจิตใจของผุ้เรียนเป็นสำคัญ

โดยเน้นคุณธรรมความดี  ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีสันติสุข

–  วิธีการสอน  จะมุ่งสอนให้ผู้เรียนแสวงหาความสุขทางใจ  มากกว่าแสวงหาวัตถุ  เน้นการใช้สัญลักษณ์เป็นสื่อในการเรียนการสอน  กิจกรรมการเรียนการสอนจึงเกี่ยวกับการใช้สื่อสัญลักษณ์เป็นส่วนใหญ่  ซึ่งได้แก่  การฟัง  และการจดจำ  ครูมักจะใช้วิธีการสอนแบบบอกเล่า  บรรยาย  ยกตัวอย่างอ้างอิงด้วยนิทาน  เพื่อเปรียบเทียบให้เกิดความเข้าใจ  มากกว่าใช้วิธีการอื่นๆ  สอนให้จำให้คิดอย่างมีเหตุผลมากกว่าจะให้ทำการพิสูจน์หรือปฏิบัติจริง     เพราะเชื่อว่าความรู้เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม   มิใช่รูปธรรม   จึงไม่อาจมอง

เห็นด้วยตา  การได้มาซึ่งความรู้ต้องใช้การคิดหรือการไตร่ตรองเท่านั้น   และในบางครั้งสิ่งที่เห็นด้วยสายตา

มิใช่สิ่งที่เป็นจริงเสมอไปอาจจะเป็นเพียงภาพลวงตา  การยึดติดอยู่กับภาพลวงตาหรือสิ่งที่มองเห็นด้วยสายตาทำให้ไม่สามารถเข้าถึงความจริงหรือความรู้อันถูกต้อง  การเรียนการสอนจะเน้นการเรียนในห้อง

เรียน และห้องสมุดมากกว่าการศึกษานอกสถานที่หรือทัศนศึกษา

–  ตัวผู้เรียน  ครูจะยึดตนเองเป็นศูนย์กลางของการสอน(Teacher Center)  มากกว่ายึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการสอน  ดังนั้น  ครูจะเป็นผู้แสดง  นักเรียนเป็นผู้ดู  ครูเป็นผู้พูด  นักเรียนเป็นผู้ฟัง  เพราะเชื่อว่า  การเรียนรู้ของเด็ก  เกิดจากการบอกเล่าของผู้ใหญ่  จึงนิยมบังคับให้เด็กท่องจำในสิ่งที่ครูคิดว่าดี  มีประโยชน์  ซึ่งเด็กอาจจะเบื่อเพราะมองเห็นประโยชน์  เนื่องจากสิ่งที่เรียนรู้เป็นนามธรรมและอยู่ไกลตัวเด็กเกินไป

กล่าวโดยสรุป  คือ  การเรียนการสอนตามแนวจิตนิยม  จะเน้นความรู้ที่ได้มาจากการฟัง(สุตมยปัญญา) และความรู้ที่ได้มาจากการคิด(จินตมนปัญญา)  ตามหลักในพุทธศาสนาหรือเน้นการเรียนรู้ที่ผ่านประสาทสัมผัสทางใจนั่นเอง

  1.  วัตถุนิยม(Materialism) หรือประจักษ์นิยม(Realism) ปรัชญาวัตถุนิยมหรือประจักษ์นิยมเป็นปรัชญาอีกสาขาหนึ่งที่มีต้นเค้าความคิดมาจากปรัชญาสมัยกรีก  ผู้ที่เป็นปรัชญาเมธีที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น  บิดาแห่งวัตถุนิยม คือ  แอริสโตเติล(Aristotle)  นักปรัชญาชาวกรีกผุ้ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง 384 – 322 ปี ก่อนคริสตกาล  ปรัชญาวัตถุนิยม  มีความเชื่อว่าโลกใบนี้เป็นโลกของวัตถุ(A World of Things)  วัตถุย่อมอยู่เหนือจิตใจ  ปรัชญาสาขานี้จึงให้ความสำคัญกับความสุขทางกายที่ได้จากวัตถุมากกว่าความสุขทางใจทัศนะ

ของแอริสโตเติลในด้านการศึกษาแตกต่างจากพลาโต  แอริสโตเติลเห็นว่าการใคร่ครวญหาเหตุผลด้วยจิตใจอย่าง เดียวไม่เพียงพอจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามธรรมชาติด้วย  เป็นการมองโลกทางด้านวัตถุและเป็นการเริ่มต้นวิธีการทางวิทยาศาสตร์  การจัดการศึกษาตามแนวปรัชญาสาขานี้มีลักษณะดังนี้

–   ความเชื่อของครูตามปรัชญานี้  เชื่อว่า  “การเรียนรู้ขึ้นอยู่กับการมองเห็น”  เพราะความรู้เกิดขึ้นจากสิ่งที่มองเห็น  หรือเกิดจากสิ่งที่เป็นรูปธรรม  รับรู้ได้โดยประสาทสัมผัสทางกาย  คือ  ตา  หู  จมูก

ลิ้น  กาย  ครูจะมุ่งสอนให้นักเรียนแสวงหาวัตถุ  เช่น  วิชาชีพต่างๆ  สอนให้รู้จักทำมาหากินมากกว่าปลูกฝังคุณธรรมความดี  ให้ความสำคัญกับวัตถุหรือการพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าสิ่งอื่น  เพราะเชื่อว่า  ถ้าคนเรามีกินมีใช้ คงไม่มีใครคิดเป็นโจรเสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง

–  วิธีการสอน  เน้นการเรียนรู้ที่เกิดจากประสาทสัมผัสทางกายและสิ่งที่เป็นรูปธรรม  มากกว่านามธรรม   วิธีการสอนจึงมักจะใช้วิธีการสาธิต (Demonstation)  โดยใช้อุปกรณ์การสอนต่างๆ  เช่น  ของจริง  รูปภาพ  การศึกษานอกสถานที่  เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้โดยไม่ต้องท่องจำ  จะให้ความสำคัญกับวิชาที่มุ่งพัฒนาความเจริญทางวัตถุมากกว่ามุ่งพัฒนาจิตใจ

–   ตัวผู้เรียน  ครูยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของการสอนมากกว่ายึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการสอน  ครูจะเป็นผู้แสดง  นักเรียนเป็นผู้ดู  ใช้การบอกเล่า  บรรยายหรือการให้นักเรียนท่องจำจะมีน้อยลงแต่จะใช้การสาธิตหรือทดลองให้ดู  มีอุปกรณ์ของจริงหรือรูปภาพให้นักเรียนเห็นแต่ผู้สาธิตหรือทดลองเป็นครูมิใช่นักเรียน  ความสามารถของครูในการสาธิต  การอธิบายและการใช้อุปกรณ์การสอนมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นอย่างมาก

กล่าวโดยสรุป  คือ  การเรียนการสอนตามแนววัตถุนิยม  เน้นความรู้ที่ได้มาจากประสาทสัมผัสทางกายโดยเฉพาะการดูเป็นหลัก

  1.   ประสบการณ์นิยม(Experimentalism)  ปฏิบัตินิยม(Pragmatism) หรืออุปกรณนิยม(Instrumentalism)  ปรัชญาประสบการณ์นิยมเป็นปรัชญาที่แพร่หลายทั่วไปในวงการปรัชญาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา  นับว่าเป็นผลผลิตทางความคิดที่มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษาสมัยใหม่ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก  ปรัชญาเมธีที่เป็นผุ้บุกเบิกปรัชญานี้มี 2 ท่าน คือ เจมส์(William James)  และดิวอี้(John Dewey)    ปรัชญาสาขานี้มีความเชื่อว่า  โลกใบนี้  คือ โลกของประสบการณ์(A World of Experience)  ชีวิตคือการเดินทางเพื่อแสวงหาประสบการณ์  ในโลกนี้ไม่มีสิ่งมีค่าใดมีค่าเท่ากับการแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ  ความสุขของคนเรา  คือ  การได้พบกับประสบการณ์แปลกๆใหม่ๆที่ท้าทายความอยากรู้อยากเห็นของตนเอง ทัศนะของดิวอี้เห็นว่า  มนุษย์จะรับความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ จากประสบการณ์เท่านั้น  การเรียนรู้ที่จะก่อให้เกิดประสบการณ์ที่เหมาะสม คือ  การใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป้นวิธีการแก้ปัญหาอย่างมีขั้นตอน  โดยผู้เรียนจะต้องมีการทำกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย  การจัดการศึกษาตามแนวปรัชญาสาขานี้มีลักษณะดังนี้

–  ความเชื่อของครูตามปรัชญานี้  เชื่อว่า  “การเรียนรู้ต้องควบคู่ประสบการณ์”  เพราะวิชาการต่างๆ สอนกันได้  แต่ประสบการณ์สอนกันได้  ดังนั้น  ครูต้องจัดกิจกรรมเพื่อให้เด้กเกิดประสบการณ์  เพราะเด็กเป็นผู้อ่อนต่อโลกหรืออ่อนประสบการณ์  ความรู้ที่แท้จริงเกิดจากประสบการณ์ตรงหรือการลงมือกระทำจริงๆ มิใช่เกิดจากการฟัง  การดู  หรือการนึกคิดอย่างในปรัชญาจิตนิยมหรือวัตถุนิยม  คนที่มีประสบการณ์มากจึงฉลาดมาก  สามารถเอาตัวรอดและอยู่เป็นสุขในสังคม

–   การเรียนการสอน  มีลักษณะสำคัญ คือ  เน้นการเรียนโดยวิธีการแก้ปัญหา(Problem solving)  ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง(Learner Centered Learning)  และเรียนรู้ในขณะที่นำความรู้นั้นๆ มาใช้(Learning While Using Knowledge)  จัดกิจกรรมการทดลองค้นคว้า  ฝึกแก้ไขปัญหาด้วยตนเองและการลงมือปฏิบัติจริง  เพื่อให้เกิดประสบการณ์ตรง  เช่น  การสอนด้วยวิธีการแก้ปัญหาแบบวิทยาศาสตร์  โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้  มากกว่าการท่องจำเนื้อหาวิชา  เพราะเนื้อหาวิชาอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  และเนื้อหาวิชาต่างๆนั้น  มีมากมายเกินกว่าที่จะจดจำรายละเอียดได้หมด  ขอเพียงผู้เรียนรู้วิธีการแสวงหาความรู้ก็พอ  กล่าวคือ  สอนให้รู้จักวิธีการตกปลา  มิใช่นำปลาไปให้หรือเน้นกระบวนการแสวงหาความรู้(Process)  มากกว่าตัวความรู้(Product)

–   ตัวผู้เรียน  การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงประสบการณ์เก่ากับประสบการณ์ใหม่ของผู้เรียน  นักเรียนจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ  โดยมีครูเป็นผู้ชี้แนะเท่าที่จำเป็น  ครูจะไม่พูดหรือสอนอะไรมาก  แต่จะจัดกิจกรรมต่างๆ  หรือสร้างสถานการณ์จำลองแล้วให้นักเรียนใช้ประสบการณ์เดิมมาแก้ปัญหา  เพื่อการค้นพบประสบการณ์ใหม่ที่จะเป้นคำตอบของปัญหานั้นๆ  ครูที่เก่งที่สุด  คือ  ครูที่สอน(พูด) น้อยที่สุดแต่นักเรียนเรียนรู้ได้น้อยที่สุด   กล่าวโดยสรุป  คือ  การสอนตามแนวประสบการณ์นิยมจะเน้นการจัดกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง(Learning by Doing) เรียนรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์จริง  หรือจากประสบการณ์ตรง(Direct Experience)

  1.  อัตนิยม(Existentialism)  ปรัชญาอัตนิยมเป็นปรัชญาสาขาที่เกิดใหม่ที่สุด  เป็นผลิตผลทางความคิดในศตวรรษที่ 20 นี้เอง  ปรัชญาเมธีผู้ให้กำเนิดปรัชญาสาขานี้เป็นนักปรัชญาและศาสนาชาวเดนมาร์ค  ชื่อว่า  คีร์เคกอร์ด(Soren Kiekegaard) มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ.1844-1900  ปรัชญาสาขานี้มีความเชื่อว่า  โลกนี้เป็นโลกส่วนตัว(A World of Individual)  มนุษย์เกิดมาพร้อมกับเสรีภาพในตัวเอง  จึงเป็นผู้ลิขิตชีวิตของตนเอง  ความสุขเกิดจากการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ  มนุษย์ไม่ควรตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม  เช่น  ประเพณี  วัฒนธรรม  หรือกฏเกณฑ์ต่างๆในสังคม  แต่ควรมีอิสะรภาพในการตัดสินใจเลือกหนทางของชีวิตด้วยตนเอง  โดยไม่ต้องมีใครมาบงการ  ด้วยการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางทุกเรื่อง  หากสิ่งที่ตนกระทำนั้นมิได้ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนและขอให้ปัจจุบันตนมีความสุขก็พอ

แสดงความเห็นเพื่อเป็นกำลังใจ ให้กับทางเว็บ