สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดผลวิจัย “การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อสร้างความพร้อมในการประกอบอาชีพแก่เยาวชน” ที่สะท้อนถึงข้อมูลตลาดแรงงานไทยว่าขาดแคลนแรงงานฝีมือ และผู้ที่จบปริญญาตรีขณะนี้ล้นตลาดงาน เนื่องจากระบบการศึกษาไทยผลิตบุคลากรไม่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการปูพื้นฐานทักษะวิชาชีพให้แก่เด็กนักเรียนทุกช่วงวัย เพื่อเตรียมกำลังคนในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ควบคู่ไปกับการยกระดับการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานในปัจจุบัน


“ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว”
ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า จากข้อมูลการวิจัยสถานการณ์ตลาดแรงงานในกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม ภายใต้โครงการการปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อสร้างความพร้อมในการประกอบอาชีพแก่เยาวชน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานไทยในวันนี้มีความต้องการแรงงานในสายวิชาชีพ ปวช., ปวส. และ ม.6 ที่มีทักษะอาชีพพอที่จะทำงานได้ และสายวิชาชีพนี้ยังเป็นกลุ่มที่ตลาดมีความต้องการสูงขึ้นในอีก 4-5 ปีข้างหน้า

แรงงานกลุ่มนี้จึงเป็นกำลังสำคัญในการช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จนเกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค 4.0 ได้อย่างรวดเร็ว โดยข้อมูล Human Capital Report 2016 พบว่าสัดส่วนของแรงงานฝีมือของประเทศสวีเดน, เยอรมนี, สิงคโปร์ และฟินแลนด์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 48 ส่วนประเทศไทยมีเพียงร้อยละ 14.4 ซึ่งถือว่ามีความแตกต่างค่อนข้างมาก

“โครงสร้างแรงงานที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่ยุค 4.0 ได้คือการมีแรงงานฝีมือที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40-50 ปัจจุบันมีเพียงร้อยละ 20 และเมื่อดูข้อมูลจะพบว่า ผู้เรียนจบปริญญาตรีในปี 2559 มีอัตราว่างงานถึง 1.79 แสนคน อีกทั้งในหลาย ๆ จังหวัดของไทยยังเป็นเศรษฐกิจแบบ 2.0 ทำให้การจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ 3.0 และ 4.0 ได้ จำเป็นจะต้องถูกขับเคลื่อนด้วยแรงงานในสายวิชาชีพ”

“การผลิตคนในสายอาชีพไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่จบอาชีวะเพียงอย่างเดียว แต่หากขยายไปสู่โรงเรียนในระดับมัธยมศึกษา โดยให้นักเรียนเรียนวิชาชีพที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้เด็กที่ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อสามารถหางานทำได้ ที่สำคัญ ยังช่วยให้เด็กกลุ่มนี้กลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ยุค 4.0 และคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีความต้องการแรงงานฝีมืออีกไม่น้อยกว่า 12 ล้านคน”

“วันนี้ภาคการศึกษาของไทยเริ่มมีการขยับตัวบ้างแล้ว แต่หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น กระทรวงแรงงาน และกระทรวงศึกษาธิการ จะต้องร่วมกันฝึกทักษะวิชาชีพให้กับเด็กนักเรียน รวมไปถึงคนที่อยู่ในวัยทำงานตอนต้นที่ออกไปทำงานแล้วให้มีทักษะวิชาชีพที่ดีขึ้น ซึ่งหากสามารถทำควบคู่กันไป เชื่อว่าภายในระยะเวลา 5 ปี จะเริ่มเห็นการขับเคลื่อนที่ชัดเจน และคาดว่าไทยจะก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ได้เต็มตัวในอีก 15 ปีข้างหน้า หรือในปี 2575”

Your ads will be inserted here by

Easy Plugin for AdSense.

Please go to the plugin admin page to
Paste your ad code OR
Suppress this ad slot.

“ศ.ดร.สุมาลี ตั้งประดับกุล” รองคณบดีด้านการศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากผลการวิจัยเรื่องการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพของนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา พบว่าเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาจะมีทักษะชีวิต มีความเข้าใจในเรื่องของครอบครัว และความเข้าใจนี้จะเริ่มลดลงไปเมื่อเรียนในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากระบบการศึกษาที่สอนให้เด็กมีรูปแบบ และวิธีการคิดที่เหมือน ๆ กัน

“แม้ว่าเราจะมีการเรียนการสอนในเรื่องของการงานอาชีพอยู่ในหลักสูตรแกนกลาง แต่ระบบการศึกษาใส่เพียงเนื้อหาในลักษณะการท่องจำเข้าไปเป็นจำนวนมาก โดยไม่ได้บอกว่าชีวิตจริงนั้นมีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง และที่สำคัญยังขาดความเข้าใจในการปลูกฝังทักษะวิชาชีพ”

“สสค.จึงวิจัยสถานการณ์ตลาดแรงงาน, การพัฒนาระบบการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพ และการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพของนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ที่จะช่วยให้แต่ละจังหวัดรู้จักตัวเองมากขึ้น และมีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไรในการพัฒนาเด็กให้ตอบโจทย์พื้นที่ในเรื่องแรงงาน โดยใช้จังหวัดเป็นฐานกำหนดยุทธศาสตร์ในการเตรียมความพร้อมในการประกอบอาชีพแก่เยาวชน”

ถึงตรงนี้ “ดร.เกียรติอนันต์” สรุปบทเรียนการศึกษา เศรษฐกิจ และตลาดแรงงาน จากการทำวิจัยครั้งนี้ว่าการจัดการศึกษาจำเป็นต้องดูนโยบายของประเทศเป็นหลัก แต่เมื่อลงไปในระดับพื้นที่ จะต้องดูบริบทของจังหวัดนั้น ๆ เป็นสำคัญ ดังนั้น การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ จึงต้องตอบโจทย์จังหวัดของตัวเองให้ได้ก่อนเป็นลำดับแรก

“บทเรียนและทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่พบจากการทำงานในครั้งนี้มี 3 ข้อคือ 1) โรงเรียนต้องเปลี่ยนตัวเองไปสู่การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ตามโมเดลประชารัฐ 2) ครูต้องเปลี่ยนตัวเองไปสู่ทีมจัดการเรียนรู้ ที่ไม่ได้แค่สอน แต่จะเป็นผู้สร้างทีมในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กก้าวไปสู่โลกในศตวรรษใหม่ และเป็นการสอนเพื่อให้เด็กเกิดกระบวนการคิดไม่ยึดติดกับตำรา และ 3) จากสิ่งที่รู้จะต้องเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่สร้างอนาคต เพราะในโลกอนาคตจะเกิดอาชีพใหม่ ๆ อีกมากมาย”

ทั้ง 3 ข้อนี้คือการจัดการเรียนการสอนในโลกยุค 4.0 ดังนั้น การจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง จึงมี 4 เรื่องสำคัญคือ หนึ่ง ประเทศไทยไม่ใช่จังหวัด แต่ผลรวมของทั้ง 77 จังหวัดคือประเทศ สอง โรงเรียนไม่ใช่ศูนย์กลาง แต่จะเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ สาม ทุกภาคส่วนจะต้องเข้ามาร่วมขบวนในการช่วยกันทำงาน และสุดท้ายคำว่าตอบโจทย์การพัฒนาจังหวัด หรือการพัฒนาประเทศจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเรารู้จักข้อมูลทุก ๆ ด้านในจังหวัดของตนเอง”

อันนับเป็นแนวทางในการปฏิรูปการเรียนรู้ ที่จะสร้างความพร้อมในการประกอบอาชีพให้แก่เยาวชน ในยุคไทยแลนด์ 4.0 อย่างแท้จริง

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้