โ ม ฆ คุ รุ ! ครูและผู้บริหารการศึกษาซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก

ฉันอยู่ในสังคมแห่ง “โมฆชน” และหมู่ชนผู้โมฆะ พวกเขาเหล่านั้นมาจากไหนกันละหรือ แต่เดิมฉันมีความเชื่อเพียงว่าโมฆบุตรย่อมมีที่มาจากครอบครัวอันเป็นโมฆะ อันกอปรด้วยโมฆบิดาและโมฆมารดาเป็นสาเหตุสำคัญ แต่ทว่าวันนี้ ฉันกลับพบสาเหตุสำคัญยิ่งกว่าเดิมอีกว่าพวกเขาต่างล้วนมีที่มาจากสถานศึกษา และระบบการการจัดการศึกษาอันเป็นโมฆะในประเทศของฉันด้วย

๑.น่าเศร้านักที่ครูและผู้บริหารการศึกษาซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก ในประเทศของฉันสอนเด็กให้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และแก้ปัญหานี้มานับสิบๆ ปีไม่สำเร็จ แม้ว่าจะมีแนวทางที่มีผู้รู้ผู้สามารถแก้ปัญหาได้มาชี้แนะและพิสูจน์ด้วยการ ทำให้ดูอย่างประจักษ์แจ้งเพียงใดแล้วก็ตาม ครูและผู้บริหารการศึกษาส่วนใหญ่ก็ยังไม่นำพาจริงจัง ต่างยังคงมีข้ออ้างและข้อแก้ต่างของอุปสรรคมากมาย แท้จริงแล้วก็คือไม่ได้ใส่ใจที่จะกระทำอย่างจริงจัง ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรียนรู้ปัญหาที่จริงแท้ มิหนำซ้ำยังมัวแต่หมกซ่อนปัญหากันไว้เป็นดินพอกหางหมู ปั้นแต่งแต่รายงานเอกสารข้อมูลให้ดูดี เอาตัวรอดกันไปวันๆ ปล่อยปละละเลยให้เด็กจำนวนไม่น้อยนั่งจมอยู่กับความมืดตั้งแต่ ป.๑ ถึง ม.๓ และแม้กระทั่ง ม.๖ ก็มากมี

๒.น่าเศร้านักที่ครูและผู้บริหารการศึกษาซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก ยังทำแผนการสอนเพียงเพื่อให้ผู้มีอำนาจตรวจ แต่มิได้ใช้แผนนั้นเพื่อการสอนจริง และแม้กระทั่งอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยซึ่งจบปริญญาโท เอก นั้นด้วยเล่า ส่วนใหญ่ก็ยังสอนให้ทำแผนการสอนที่นักศึกษามิได้นำไปใช้จริง รวมทั้งอาจารย์ผู้สอนในมหาวิทยาลัยเองก็ไม่ได้เขียนแผนการสอนเช่นที่สอนนัก ศึกษา ต่างรู้ทั้งรู้ว่ากำลังทำในสิ่งที่เป็นมายาภาพ เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ ครูส่วนใหญ่ในประเทศของฉันนี้ ก็ยังไม่สามารถออกแบบการสอนที่จะสามารถนำพาผู้เรียนไปสู่สัมฤทธิผลแท้จริง ของมาตรฐานหลักสูตรและ “ตัวชี้วัด” ได้

๓.น่าเศร้านักที่ครูและผู้บริหารการศึกษาซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก ในประเทศของฉันล้วนตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาผู้เรียนเพื่อให้ได้ผลคะแนนจากการ ประเมินผลและทดสอบที่ดีขึ้น ด้วยวิธีการ “ติวข้อสอบ” กันอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งไม่ต่างกับการตำข้าสารกรอกหม้อไปวันๆ ไม่น่าเชื่อว่าครูและผู้บริหารการศึกษาซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก จะมีสติปัญญาคิดกันได้เพียงแค่นี้ และกระทำเหมือนๆ กันทั้งประเทศ ถึงกับยอมเสียเวลาแห่งภารกิจที่จะกระทำให้เกิดผลที่ยั่งยืนกว่า ไปเพื่อกิจกรรมอันอับจนปัญญานี้กันทั้งแผ่นดิน จนพากันลืมไปเสียสิ้นว่าเป้าหมายของการศึกษาศึกษาที่จริงคือ “ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” ต่างหาก การทดสอบทางวิชาการเป็นเพียงความรู้และความคิด ที่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เท่านั้น เมื่อกระแสหลักของการจัดการศึกษามองข้ามหรือละเลยคุณภาพเชิง “จริยปัญญา” และทักษะชีวิตของผู้เรียนเสียแล้ว การศึกษาก็หาเป็นประโยชน์แท้จริงไม่

๔.น่าเศร้านักที่ครูและผู้บริหารการศึกษาซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก ในประเทศของฉันยังทำเอกสารข้อมูลประกันคุณภาพการศึกษาเพียงแค่ให้ สมศ.ตรวจประเมิน และไม่น่าเชื่อว่าบรรดา สมศ. จำนวนไม่น้อยซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก ก็ยังคงก้มหน้าก้มตาตรวจประเมินแค่เอกสารข้อมูล วัตถุพยาน และร่องรอยของการ “ได้ทำ” หรือ “ได้สอน” แล้วปล่อยให้โรงเรียน “ผ่าน” การประเมิน ทั้งที่คุณภาพเชิงสัมฤทธิผลตามมาตรฐานหลักสูตรของผู้เรียนยังฟ้องอยู่ทนโท่ ในทางตรงกันข้าม

๕.น่าเศร้านักที่ผู้บริหารการศึกษา ศน. และบุคลากรทางการศึกษาในระดับเขตพื้นที่ และสำนักการศึกษา ซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก ซึ่งมีตำแหน่งรับผิดชอบบริหาร กำกับดูแล และพัฒนาคุณภาพการศึกษา ยังมัวแต่สร้างโครงการ กิจกรรม และงานยิบย่อยที่ไม่เกิดประโยชน์ผลจริงแท้ลงไปให้โรงเรียนต้องเสียเวลาทำงาน ทั้งงานข้อมูล รายงาน และการดำเนินงานเพียงแค่ให้ “ได้ทำ” อาทิ โครงการโรงเรียนวิถีพุทธ โครงการสหกรณ์โรงเรียน โครงการเศรษฐกิจพอเพียง โครงการสมาร์ตสคูล โครงการโรงเรียนรักการอ่าน โครงการโตไปไม่โกง และโครงการอื่นๆ อีกมาก ทั้งที่เนื้อหาของทุกโครงการเหล่านั้น ล้วนมีอยู่ในมาตรฐานหลักสูตรและ “ตัวชี้วัด” อย่างครบถ้วนแล้ว เพียงแต่ให้จัดการเรียนการสอนตามมาตรฐานหลักสูตรและ “ตัวชี้วัด” ให้สัมฤทธิผลแค่นั้นเอง ผู้เรียนก็จะผ่านการเรียนรู้ มีประสบการณ์ และมีทักษะชีวิตด้านต่างๆ ตามที่พึงประสงค์ของทุกโครงการแล้ว แต่ก็ยังเปล่าเปลืองเวลากระทำกิจกรรมอันซ้ำซ้อนเช่นที่กล่าวนั้นกันอยู่ เหมือนสิ้นไร้สติปัญญา สยบยอมต่อความเคยชิน แม้บางครั้งจะถูกปลุกให้ตื่นให้รู้ตัวและเห็นทางเลือกที่ดีกว่า ก็ยังจำนนที่จะเป็นอยู่เช่นนั้น อ้างแต่ว่าหน่วยงานข้างบน เช่นกระทรวงฯ และ สพฐ. มีนโยบายลงมาอย่างนั้นอย่างนี้ แม้ข้ออ้างที่ว่านั้นจะมีมูลความจริงอยู่บ้างก็ตาม แต่หากไตร่ตรองดูให้ถี่ถ้วนก็จะเข้าใจได้ว่าไม่มีนโยบายใดๆ ที่ต้องการเพียงรายงานเอกสารข้อมูลที่ไปไม่ถึงสัมฤทธิผลแท้จริงหรอก จะมีสักกี่คนที่สามารถแปรรูปนโยบายให้แม่นตรงต่อการบริหารจัดการและการเรียน การสอนที่จะเกิดสัมฤทธิผลแท้จริงตามมาตรฐานหลักสูตรและ “ตัวชี้วัด” นั่นต่างหากคือประเด็นสำคัญที่พึงกระทำ

๖.น่าเศร้านักที่ครูและผู้บริหารการศึกษาซึ่งจบปริญญาตรี โท เอก และแถมยังมีตำแหน่งทางวิชาการ ที่ล้วนกินเงินเดือนอันเป็นเงินภาษีของราษฎรในแผ่นดินคนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ถึง ๕๐,๐๐๐ กว่าบาท ยังคงถูกปล่อยปละละเลยให้ทำงานแบบไร้คุณภาพ แฟบฝ่อสติปัญญา และไร้อนาคตอีกมากมายอยู่เช่นนั้น

ฉันกำลังแสวงหา “มิตรผู้ไม่โมฆะ” ท่ามกลางสถานการณ์อันเป็น “โมฆะ” ดังที่กล่าวมา…หากครู ผู้บริหาร และข้าราชการท่านใดมิได้เป็นเช่นนั้นก็ไม่ต้องร้อนตัวนะครับ แต่ท่านที่มีคุณภาพทั้งหลายจะต้องลุกขึ้นมาก้าวนำ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ปฏิเสธในสิ่งที่รู้ว่าไม่ใช่และไม่เป็นประโยชน์ ช่วยกันผลักเคลื่อนระบบและองคาพยพการศึกษาให้พัฒนาไปสู่ทิศทางที่แม่นตรง เถิด แต่หากท่านตื่นรู้แล้วก็ยังร่วมกระทำผิดซ้ำซากกับบุคคลผู้ไร้คุณภาพ ไร้คุณธรรม และไร้จิตสำนึกเหล่านั้นอยู่ ท่านก็ไม่ต่างอะไรกับ “โมฆคุรุ” เหล่านั้นหรอก!

โอ้…เมื่อครูผู้สอนคนในประเทศของฉันเป็นเช่นนี้ ก็มิต้องพูดถึงมวลมหาประชากร (ส่วนใหญ่) ที่เป็นผลผลิตของ “โมฆสิกขา” กันอีกแล้ว ว่าพวกเขาจะเป็นไปเช่นไรกันบ้าง
๑๗.๔.๒๕๕๘

ขอขอบคุณข้อมูลข่าว
ภาพประกอบจากอิ้นเตอร์เน็ต
ที่มาของโพสต์ : https://www.facebook.com/tungsakasome

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้