ฟังอีกมุมของ นักแสดงสาวมากฝีมือ “พลอย เฌอมาลย์” เกี่ยวกับเรื่องระบบการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งเธอเคยได้แสดงความคิดเห็นไว้ตอนไปสัมผัสชีวิตนักเรียนญี่ปุ่น ในรายการ ชีวิตดี๊ดี Life’s so good เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 60 ที่ผ่านมา ซึ่งในคลิปรายการมีการพูดถึงระบบการศึกษาของไทยด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของเวลาเรียน และการบ้านตอนสอบ ที่โดนใจเด็กไทยสุดๆ

พลอย เฌอมาลย์ พูดถึงระบบการศึกษาไทย

 

แชร์ประสบการร์ของ พลอย เฌอมาลย์  เมื่อได้มีโอกาสไปสัมผัสบรรยากาศการเรียน การสอน ของนักเรียนที่จังหวัดอาคิตะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเธอประทับใจระบบการเรียนของที่นี่มากๆ ทั้งในเรื่องของความสดใสของเด็กๆ การมีมารยาทที่ดี วัฒนธรรมงดงาม  ความคิด ตรรกกะ ที่สัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติ และเธอก็ได้พูดถึงการศึกษาไทยในบ้านเราด้วย ยกตัวอย่างเช่น

 

เปรียบเทียบจำนวนนักเรียนต่อห้อง

ญี่ปุ่นมี 15 คน ซึ่งคุณครูหนึ่งคน ก็สามารถดูแลเด็กได้ทั่วถึง และไม่มีการดุนักเรียน ตัวนักเรียนเองก็ฟังคุณครูด้วยเหมือนกัน
เด็กไทยมี 50 คน แต่ละชั้นมี 16 ห้อง ครูมีคนเดียว บางครั้งเอาเด็กไม่อยู่

โดยในส่วนนี้คุณครูของญี่ปุ่นในคลิปได้พูดเสริมด้วยว่า การเรียนการสอนของที่นี่ไม่ได้เน้นวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่ปลูกฝังในเรื่องของวินัยควบคู่กันไปด้วย โดยถ่ายทอดคุณธรรม ศีลธรรม ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมทำร่วมกันภายในห้องเรียน กิจกรรมช่วยกันเตรียมอาหารกลางวัน กิจกรรมอื่นๆ เพื่อให้เกิดสังคมร่วมกันในโรงเรียน

เด็กๆ นักเรียนญี่ปุ่น ช่วยกันเตรียมอาหารกลางวัน

มีรูปแบบการเรียนการสอนที่ทำให้นักเรียนเกิดความคิดของตัวเอง โดยเขาจะตั้งหัวในการเรียนรู้ ให้นักเรียนได้มีการ สื่อสาร พูดคุยแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ ไอเดียใหม่ๆ

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งประเด็นในเรื่องของเวลาเรียน

ซึ่งพลอยได้กล่าวไว้ว่า ระบบการศึกษาไทยทั้งที่เธอเห็น และเจอกับตัวเองทำให้รู้สึกได้ว่า ควรจัดสรรเวลาเรียนให้พอดี ให้มีความยืดหยุ่น ให้เด็กได้มีเวลาพักสมอง การศึกษาไทยยังมากไปต่อวันที่เด็กจะรับได้ เพราะไม่มีการรีแลกซ์เลย การแข่งขันในเรื่องของการศึกษา ความกดดันค่อนข้างสูง เด็กๆ ถูกปลูกฝังว่า โตขึ้นมาต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ

ในวันนึงเรียน 6-7 คาบ การบ้านเท่าไร ทำเสร็จไหม? ยิ่งใกล้สอบ ก็ต้องทำรายงานเพื่อเก็บคะแนน การบ้านก็ต้องทำ หนังสือก็ต้องอ่าน ทำให้เด็กๆ มีความคิดว่า ฉันต้องทำการบ้านให้เสร็จ ทำคะแนนให้ดีที่สุด แต่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องที่เรียนเลย  สิ่งที่เรียนเอาไปใช้อะไร เรียนไว้เพื่ออะไร เธอยังกล่าวอีกว่า จะเรียนหนักขนาดไหน ก็ต้องมีดนตรีในหัวใจ เพราะช่วยบำบัดได้ อาจจะเปิดเพลงคลาสสิคให้นักเรียนฟังก่อนเข้าเรียนเพื่อรีแลกซ์ หากิจกรรมให้เด็กไทยรู้สึกว่าโรงเรียนอยู่แล้วสนุก ไม่ใช่น่าเบื่อ ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าอยากไปโรงเรียน..

ที่มา :http://campus.campus-star.com/variety/35518.html



"ให้แชร์ได้ เฉพาะ สื่อโซเชียลมีเดีย เท่านั้น เช่น Facebook line google+ Twitter Instagram ไม่อนุญาต ให้อัพโหลดซ้ำ "

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้