ปัจจุบันปัญหาของสังคมไทยมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น หนึ่งในปัญหาของสังคมไทยที่ยังคงมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คือพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์หรือการทำอนาจารในที่โล่งแจ้ง นับเป็นปัญหาที่ยังไม่พบการแก้ไขหรือหาทางออกที่แน่ชัด ล่าสุดมีแหล่งพื้นที่มั่วสุมทางเพศแห่งใหม่กำลังเกิดขึ้นใน จ.มหาสารคาม โดยมีคนบุกรุกป่าเข้าไปมีเพศสัมพันธ์กัน ซึ่งคาดว่าเป็นกลุ่มเฉพาะที่มีความชอบในการแสดงออกทางเพศคล้ายกัน เช่น เมื่อมีเพศสัมพันธ์เสร็จแล้วทิ้งถุงยางอนามัยหรือกางเกงในไว้เป็นสัญลักษณ์ โดยมีการเรียกป่าดังกล่าวว่า “ป่ากางเกงใน”

ป่ากางเกงในเป็นพื้นที่แห่งหนึ่งในเขต ต.ท่าสองคอน อ.เมือง จ.มหาสารคาม ได้มีคนบุกรุกและทำอนาจารโดยลักลอบมีเพศสัมพันธ์กันในป่า ซึ่งแม้แต่หน่วยงานภาครัฐหรือคนในพื้นที่เอง ยังไม่มีการรับรู้ว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นภายในพื้นที่เพราะป่ากางเกงในเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่มใน จ.มหาสารคาม พร้อมทั้งมีการตั้งแฮชแท็ก (Hashtag) #ป่ากางเกงใน เอาไว้สนทนากันภายในกลุ่มผ่านสื่อสังคมออนไลน์หรือ Social Media ยอดฮิตในกลุ่มวัยรุ่นคือทวิตเตอร์ (Twitter) ในแฮชแท็กนั้นมีรูปถ่ายของลับของผู้ที่เข้าไปในป่า และบทสนทนาการนัดพบและชักชวนกันเข้าไปมีเพศสัมพันธ์

05

 

ในทวิตเตอร์ #ป่ากางเกง ในมีข้อความต่าง ๆ จำนวนมาก เช่น “เดี๋ยวว่าง ๆ เอากางเกงในไว้ให้เสียวเล่นนะครับ” หรือ “ตามไปทับรอยน้ำผมต่อได้นะครับ” บ้างก็มีภาพกางเกงในพาดไว้ตามต้นไม้ เจลหล่อลื่น พร้อมถุงยางอนามัยที่ใช้แล้ว บรรยายใต้ภาพว่า “หลักฐานของความเสียวครับ” เป็นต้น ซึ่งจากข้อความข้างต้นทำให้คาดว่ากลุ่มที่เข้ามามีเพศสัมพันธ์กันในป่ากางเกงในน่าจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มีรสนิยมทางเพศคล้ายคลึงกัน ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สื่อมวลชนได้พยายามติดต่อสอบถามไปยังผู้ที่มีการสนทนาในทวิตเตอร์ รวมถึงผู้ที่เคยเข้ามาทำอนาจารในป่าดังกล่าว ตาม #ป่ากางเกงใน แต่ไม่ได้รับคำตอบใด ๆ กลับมา

ดังนั้น ผู้สื่อข่าวจึงได้ลงพื้นที่ป่ากางเกงในดังกล่าว พบว่า เป็นพื้นที่รกร้าง โดยระหว่างทางพบกองขยะจำนวนมาก ทั้งยังพบปัญหาการเผาขยะในพื้นที่อีกด้วย และในจุดที่เกิดเหตุได้พบกางเกงในพาดตามต้นไม้ กล่องถุงยางอนามัย และถุงยางอนามัยที่ใช้แล้วทิ้งเกลื่อนในพื้นที่ระหว่างทางเดินจริงตามที่ได้มีคนทวิตในทวิตเตอร์

อีกทั้งได้เข้าไปสอบถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขต ต.ท่าสองคอน ซึ่งอยู่ห่างพื้นที่ป่ากางเกงในประมาณ 1 กิโลเมตร ต่อเรื่องนี้ นางกิริยา นารถศิลป์ เจ้าของโรงน้ำแข็งอินทร์ทิพย์ จ.มหาสารคาม เปิดเผยว่า ไม่เคยทราบเรื่องที่มีคนเข้าไปทำอนาจารในพื้นที่บริเวณนั้น เพราะถนนเส้นนั้นไม่ค่อยมีคนสัญจรผ่านบ่อยนัก เนื่องจากเป็นพื้นที่เปลี่ยว กลางคืนจะมืดมาก และเป็นครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องป่ากางเกงในที่ใกล้เขตพื้นที่ของตน

นางกิริยา ได้ให้ความร่วมมือกับผู้สื่อข่าวเป็นอย่างดีโดยให้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือ น.ส.3 ของตน ให้ไปสอบถามจากสำนักงานที่ดิน จ.มหาสารคาม เพื่อหาพื้นที่ใกล้เคียงว่าเจ้าของพื้นที่ที่ถูกคนบุกรุกเข้าไปทำอนาจารหรือมีเพศสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นของใคร

แต่เมื่อผู้สื่อข่าวเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคามกลับพบว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลไม่สามารถให้ข้อมูลตามที่ขอได้ ตามกฎหมายพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 23 กำหนดไว้ว่า หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ซึ่งหากต้องการข้อมูลต้องมีใบโฉนดหรือ น.ส.3 เจ้าของที่ดินเซ็นรับรองหรืออนุญาตแล้วเท่านั้น

03

หน่วยงานรัฐไม่รู้จักป่ากางเกงใน
ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้เข้าสอบถามหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งทางหน่วยงานภาครัฐเองยังไม่เคยทราบถึงปัญหาการบุกรุกเข้าไปทำอนาจารและไม่รู้จักป่ากางเกงในแห่งนี้
นางสุกันยา บัวลาด ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข (ผอ.) องค์การบริหารส่วนตำบลท่าสองคอน (อบต.) อ.เมือง จ.มหาสารคาม เผยว่า ไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีบุคคลลักลอบเข้าไปทำอนาจารในพื้นที่เขตการดูแล ต.ท่าสองคอน เพราะไม่เคยมีคนมาแจ้ง ซึ่งคนที่เข้าไปก็ไม่ทราบว่ามาจากพื้นที่ใดบ้าง คงไม่ใช่แค่คนในพื้นที่ แต่คาดว่าน่าเป็นเฉพาะกลุ่ม และจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมและปรึกษากันระหว่างผู้ใหญ่บ้านท่าสองคอนต่อไป

ส่วนเรื่องปัญหาขยะที่มีคนนำไปทิ้งระหว่างทางก่อนเข้าไปในป่าดังกล่าว จนทำให้สภาพแวดล้อมพื้นที่ตรงบริเวณนั้นรกร้าง นางสุกันยา ให้ข้อมูลว่า “เพราะว่าเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ถ้าหากว่าเจ้าของพื้นที่เขาหันมาดูแลบ้าง คนก็คงไม่ลักลอบไปทิ้งขยะ แต่มาตรการของเราก็ยังดูแลอยู่ เพียงแต่ยังไม่ทั่วถึงเพราะพื้นที่มันใหญ่ คือถ้าเจอใครลักลอบไปทิ้ง ก็มีมาตรการปรับไม่เกิน 2,000 บาท”

File110.jpg

ร.ต.อ.กิติภูมิ ภูมิแกดำ รองสารวัตรสืบสวน สภ.เมืองมหาสารคาม เปิดเผยว่า ไม่ทราบถึงเหตุการณ์ที่มีการลักลอบเข้าไปในพื้นที่เอกชนเพื่อทำอนาจารและไม่เคยมีผู้ร้องทุกข์เข้ามาแจ้งความจึงยังเอาผิดไม่ได้กรณีแรกถ้าพื้นที่มีรั้วรอบขอบชิดสงวนสิทธิ์บนพื้นที่ไว้จะถือว่าผิด แต่ถ้าเป็นที่โล่งเจ้าของที่ดินไม่ได้มีการสงวนสิทธิ์ก็เป็นสิทธิ์ที่ผู้อื่นจะเข้าไปใช้สอยชั่วคราว เพราะเจ้าของที่ไม่แสดงตัว แต่ไม่สามารถเข้าไปครอบครองได้ หรือถ้าเจ้าของแสดงตัวและพร้อมแสดงความเป็นเจ้า เช่น ติดป้ายไว้ว่าพื้นที่ส่วนนี้เป็นส่วนบุคคลห้ามเข้ามาหรือห้ามใช้ ก็สามารถเอาผิดได้

ร.ต.อ.กิติภูมิ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า กรณีที่สอง การบุกรุกถือเป็นคดีอาญาและเป็นคดีการทำอนาจารซึ่งต้องมีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์ แต่เมื่อไม่มีบุคคลหรือเจ้าของพื้นที่เข้ามาแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ทราบและเข้าไปดำเนินการไม่ได้ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 362 “ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมด หรือแต่บางส่วนหรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”
ส่วนการกระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล (ในที่โล่งแจ้ง) ถือเป็นลหุโทษ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 388 “ผู้ใดกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลโดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท”

รองสารวัตรสืบสวน เผยถึงกรณีเจ้าของที่ดินไม่รู้ว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่ของตนว่า เจ้าของที่ดินข้างเคียงสามารถบอกกันได้ เพราะถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ อาจจะก่อให้เกิดอาชญากรรมขยายเป็นวงกว้างได้
“พื้นที่ดังกล่าวอาจจะก่อให้เกิดอาชญากรรมได้ รวมถึงคนไม่รู้อาจจะโดนลวงไปทำอนาจร แต่ปัจจุบันยังไม่มีการแจ้งผู้เสียหายในเหตุการณ์แบบนี้เข้ามา อย่างไรก็ตาม มาตรการป้องกันในอนาคตจะส่งเรื่องไปกองป้องกันปราบปรามและร่วมมือกับ อบต.ท่าสองคอน เร่งตรวจสอบและหากพบเห็นก็จะจับมาดำเนินคดีทันที” รองสารวัตรสืบสวน กล่าว

01

นิสิตย้ำเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข                                                                                                              เมื่อสังคมยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ช่องทางต่างๆในการใช้ชีวิตได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ช่องทางในการติดต่อสื่อสารกลายเป็นช่องทางการสนองความต้องการทางเพศ ในมุมมองของนิสิตต่างมองว่าเป็นปัญหาที่ควรแก้ไขอย่างเร่งด่วน
นางสาวอารยา สีหะหนาจ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาลัยราชภัฏมหาสารคาม เผยว่า เพิ่งเคยได้ยินเรื่องป่ากางเกงในเป็นครั้งแรก รู้สึกตกใจเพราะบ้านของตนก็อยู่ใกล้กับป่าดังกล่าวประมาณ 5 กิโลเมตร และคิดว่าเป็นปัญหาหนึ่งที่อันตรายเพราะแถวนั้นตอนกลางคืนมืดมาก ป่ารกร้าง อาจก่อให้เกิดอาชญากรรมในอนาคตได้

นางสาวปานวลี ไชยคำ นักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามเผยว่า ส่วนตัวไม่เคยได้ยินมาก่อน มองว่าปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข มันเป็นต้นเหตุของปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น หากไม่มีการป้องกันอาจจะเกิดปัญหาการท้องก่อนวัยอันควร อีกอย่างเป็นพื้นที่ใกล้กับมหาวิทยาลัยอีกด้วย อาจจะทำให้คนมองดูว่าไม่เหมาะสม
ในด้านนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปสอบถามปัญหาดังกล่าวโดยมีทั้งผู้รู้จักและไม่รู้จักป่ากางเกงใน และได้แสดงความคิดเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นดังนี้

นางสาวสุภจิตรา เทียนรัตนโสภณ นิสิตคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เผยว่า ได้ยินข่าวเรื่องป่ากางเกงในมาเยอะมากในทวิตเตอร์ เป็นเรื่องที่ดังในระดับหนึ่ง เรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติของคนอยู่แล้ว แต่การทำแบบนี้เรามองว่ามันไม่สมควรเพราะในโลกโซเชียลมีเดียทุกวันนี้มันสามารถแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอายมากกว่า

นายบริพัฒน์ เยาวพันธ์ นิสิตคณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เผยว่า ตนเคยได้ยินชื่อป่ากางเกงในและรู้จัก ซึ่งในทางกฎหมายมันอาจจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำอนาจาร แต่สำหรับคนที่เข้าไปในป่ากางเกงนั้นอาจเป็นรสนิยมทางเพศของเขา ในบริบทของสังคมไทยมันเป็นเรื่องที่ใหม่มากและเป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครยอมรับ มันเป็นเรื่องซับซ้อน ถ้าตัดในแง่ของกฎหมายไป คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในฐานะของคนที่ค่อนข้างมีความคิดไปทางอิสระชนซึ่งเป็นความสมยอมกันของทั้งฝ่าย

นายบริพัฒน์ กล่าวเสริมอีกว่า สำหรับตนคิดว่าเรื่องเพศมันเป็นเรื่องที่ปกติมากและมันไม่ควรที่จะเป็นเรื่องที่น่าอายในการแสดงออก อย่างไรก็ตาม ต้องรู้จักกาลเทศะเรื่องนอกสถานที่ด้วย ถ้ามีคนมาเห็นหรือตั้งใจที่จะโชว์ให้คนอื่นเห็น มันก็คงจะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากเหมือนกัน

นายกฤษฎา เอกกวินกุล นิสิตคณะการเมืองการปกครอง มหาลัยมหาสารคาม เผยว่า ไม่เคยรู้ว่ามีป่ากางเกงในมาก่อน แต่คิดว่าคนที่เข้าไปมีเพศสัมพันธ์ในป่าคงรู้จักเฉพาะกลุ่มโดยรสนิยมทางเพศคล้าย ๆ กัน และอาจทำให้ภาพลักษณ์เขตพื้นที่นั้นเสียหาย แต่อย่างน้อยเขาก็รู้จักป้องกันโดยการใช้ถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันโรคและป้องกันปัญหาท้องก่อนวัยอันควร

File113.jpg

อบต.หามาตรการช่วยสอดส่อง
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2560 ผู้สื่อข่าวได้ไปติดตามถามข้อสรุปในที่ประชุมถึงแนวทางแก้ไขของป่ากางเกงใน นางสุกันยา บัวลาด ผอ.กองสาธารณสุข อบต.ท่าสองคอน อ.เมือง จ.มหาสารคาม เผยว่า เมื่อได้ทราบปัญหา ก็ได้ทราบว่าพื้นที่ในความดูแลของเรามีพื้นที่สุ่มเสี่ยงแบบนี้อยู่ ทั้งนี้ จะประสานไปกับทางผู้ใหญ่บ้านให้เข้าไปดูแลและทางตำรวจด้วย ช่วงกลางคืนจะมีมาตรการสอดส่องเวรยาม โดยผู้ใหญ่บ้าน และกำนัน ต.ท่าสองคอน จะออกตรวจทุกคืน และ อบต. จะแจ้งกับกำนันตรงจุดนี้ด้วย เพราะเป็นพื้นที่เปลี่ยว เพื่อจะได้ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการทำอนาจารในพื้นที่ป่ากางเกงในควรได้รับการแก้ไข และเจ้าของพื้นที่ควรเข้ามาดูแลเพื่อรักษาสิทธิของตน อีกทั้งเป็นสถานที่ใกล้มหาวิทยาลัย อาจจะส่งผลเสียต่อตัวนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัย เมื่อไม่มีคนเข้ามาดูแลก็อาจก่อให้เกิดอันตรายในอนาคตแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน เนื่องจากถนนเส้นนี้เป็นทางผ่านของชาวบ้านในชุมชนที่มีความจำเป็นใช้เส้นทางที่เปลี่ยวนี้อยู่ และทำให้จังหวัดมหาสารคามเสียชื่อเสียงไปด้วย ดังนั้น ภาครัฐ เอกชน รวมทั้งคนในชุมชนควรช่วยเป็นหูเป็นตาและช่วยกันแก้ไขปัญหา และร่วมกันหาทางออกที่แน่ชัดกว่านี้โดยเร็วที่สุด
ที่มา :https://suemuanchonnews.com/

 



"ให้แชร์ได้ เฉพาะ สื่อโซเชียลมีเดีย เท่านั้น เช่น Facebook line google+ Twitter Instagram ไม่อนุญาต ให้อัพโหลดซ้ำ "

คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้