กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยวันที่ 13 เมษายนของทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ จากข้อมูล 5 ปีที่ผ่านมาพบแนวโน้มผู้สูงอายุเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยมากกว่า 800 คนต่อปี หรือประมาณ 3 คนต่อวัน  ล่าสุดปี 2558 เสียชีวิตกว่า 1,000 ราย แนะบุตรหลานควรดูแลผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด ปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านและในชุมชนให้ปลอดภัย


วันนี้ (12 เมษายน 2560) นายแพทย์เจษฎา  โชคดำรงสุข  อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ประเทศไทย กำหนดให้วันที่ 13 เมษายนของทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันขึ้นปีใหม่ไทยหรือวันสงกรานต์ ประชาชนก็จะร่วมกันทำบุญตักบาตรในช่วงเช้า รวมถึงกิจกรรมรดน้ำดำหัว มอบของขวัญ และขอพรจากผู้สูงอายุในครอบครัวและในหมู่บ้าน เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว
ในแต่ละปีจะมีผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาสำคัญที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ คือการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มและมีแน้มโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน  จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2554–2558) การเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยมากกว่า 800 คนต่อปี หรือประมาณ 3 คนต่อวัน ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดในปี 2558 มีผู้สูงอายุเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มสูงถึง 1,049 คน
นอกจากนี้ รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พ.ศ.2557 พบว่า ผู้สูงอายุ 1 ใน 3 หรือมากกว่า 3 ล้านคน พลัดตกหกล้มทุกปี ซึ่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 6 แสนคน โดยได้รับบาดเจ็บรุนแรงมากที่สุดคือกระดูกข้อมือหัก รองลงมาคือสะโพกหัก และซี่โครงหัก  สถานที่เกิดเหตุส่วนใหญ่หกล้มนอกบริเวณบ้านมากถึงร้อยละ 65 และหกล้มในบ้านร้อยละ 31  ที่สำคัญพบว่าสาเหตุเกิดจากลื่น สะดุดหรือก้าวพลาด บนพื้นระดับเดียวกันร้อยละ 60 และมีเพียงร้อยละ 5.80 เกิดจากการตกหรือล้มจากบันไดและขั้นบันได
นายแพทย์เจษฎา กล่าวต่อไปว่า การป้องกันพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ ดังนี้ 1.ประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีประวัติหกล้มมาก่อน และควรให้ฝึกการทรงตัวและการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ  2.กรณีที่ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวและกินยาหลายชนิด ควรจะรู้ผลข้างเคียงของยาที่ใช้  3.ปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัยต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ เช่น ควรอยู่บ้านชั้นเดียว กรณีบ้าน 2 ชั้น ควรจัดให้อยู่ชั้นล่าง เก็บบ้านให้เป็นระเบียบ พื้นไม่ลื่น มีราวจับภายในบ้านและห้องน้ำ เป็นต้น  และ 4.ผู้นำชุมชนและคนในชุมชนควรมีส่วนร่วมในการสำรวจสิ่งแวดล้อมเสี่ยงและปรับปรุงแก้ไขให้ปลอดภัย เช่น พื้นทางเดิน ถนน และสถานที่สาธารณะ เป็นต้น และสนับสนุนกิจกรรมเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้ม เช่น การออกกำลังกายแบบไทเก็ก โยคะ รำมวยจีน เป็นต้น
ที่สำคัญบุตรหลานควรดูแลผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด และมีกิจกรรมร่วมกันภายในบ้านอย่างสม่ำเสมอ กรณีที่ผู้สูงอายุหรือพบเห็นผู้พลัดตกหกล้ม ควรตั้งสติ ทำการประเมินการบาดเจ็บ หากไม่สามารถขยับและลุกเองได้ หรือเมื่อขยับแล้วรู้สึกปวดสะโพกหรือโคนขา ไม่ควรเคลื่อนไหว เพื่อป้องกันกระดูกที่หักไปทำลายเนื้อเยื่อ หลอดเลือด และเส้นประสาทข้างเคียง ต้องเข้าเฝือกชั่วคราว จากนั้นนำส่งสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือขอความช่วยเหลือจากทีมแพทย์ฉุกเฉิน โทร 1669  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

 

                                                         *********************************************116/60
ข้อมูลจาก : สำนักโรคไม่ติดต่อ / สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค
โทรศัพท์ 0-2590-3857 / วันที่ 12 เมษายน 2560